dot
ติดต่อจัดสัมมนา
dot
กิจกรรมวอล์คแรลลลี่ สันทนาการต่างๆ
ทัวร์หมู่คณะ
ทัวร์แนะนำประจำ ฤดูกาล
รถบัสเช่า


รับจัดสัมนา ทัวร์หมู่คณะ วอล์คแรลลี่
รับจัดสัมนา
ทัวร์หมู่คณะกิจกรรมวอล์คแรลลี่โทร 084-372-2251


แบบฟอร์ม

โปรแกรมท่องเที่ยวภาคอีสาน

 

คำขวัญ ประจำจังหวัด
เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา ผาเสวยภูพาน
มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี

จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ จเรามักจะคุ้นหูกับชื่อสถานที่ท่องเที่ยวทางธีณีวิทยาก็นึกถึงภาพไดโนเสาร์ได้แม่นยำ แต่สำหรับจังหวัดกาฬสินธุ์ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆอื่นๆอีกมาก และเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวภายในจังหวัดให้ได้มีโอกาสรู้จักกันมากขึ้น บางที่น่าตื่นตามาทีเดียวครับ เรามาลองดูกันว่า กาฬ สินธุ์ จะมีที่เที่ยวอื่นๆนอกเหนือจากไดโนเสาร์กันอีกครับ

ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์
สัมมนาอัมพวาคลิ๊กที่ภาพเพื่อดู รีวิวทริป กาฬสินธุ์ สัมมนาอัมพวา

ประวัติศาสตร์

( ในสมัย ประวัติศาสตร์ กรุงธนบุรีประมาณ พ.ศ.2310 พระเจ้าองค์เวียนดาแห่งนครเวียงจันทน์ ได้สิ้นพระชนม์ โอรสท้าวเพี้ยเมืองแสนได้ยกกองทัพเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์และได้สถาปนา ขึ้นเป็น พระเจ้าแผ่นดินสืบแทน ทรงพระนามว่า "พระเจ้าศิริบุญสาร" พ.ศ. 2320 ท้าวโสมพะมิตร และ อุปราชเมืองแสนฆ้องโปง เมืองแสนหน้าง้ำเกิดขัดใจกับพระเจ้าศิริบุญสาร จึงรวบรวมผู้คนอพยพจากดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ข้ามมาตั้งบ้านเรือนบริเวณลุ่มน้ำก่ำแถบบ้านพรรณา (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร) ต่อมาท้าวศิริบุญสารได้ยกกองทัพติดตามมา ท้าวโสมพะมิตรจึงอพยพต่อไปโดยแยกเป็น 2 สาย คือ
สายที่ 1 มี เมืองแสนหน้าง้ำเป็นหัวหน้า อพยพไปทางทิศตะวันออกสมทบกับพระวอหลบหนีไปจนถึงนครจำปาศักดิ์ขอพึ่งบารมี ของ พระเจ้าหลวงแห่งนครจำปาศักดิ์ และตั้งบ้านเรือน ณ ดอนค้อนกอง ต่อมาเรียกว่า "ค่ายบ้านดู่บ้านแก" ในปี พ.ศ. 2321 พระเจ้าศิริบุญสาร ให้เพี้ยสรรคสุโภย ยกกองทัพมาปราบ พระวอตายในสนามรบ ผู้คนที่เหลือจึงอพยพไปอยู่ในเกาะกลางลำแม่น้ำมูล ชื่อว่า "ดอนมดแดง" (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี)
สายที่ 2 มีท้าวโสมพะมิตรเป็นหัวหน้า ได้อพยพข้ามสันเขาภูพานลงมาทางใต้ และตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านกลางหมื่น ต่อมาท้าวโสมพะมิตร ได้ส่งท้าวตรัยและคณะ ออกเสาะหาชัยภูมิที่จะสร้างเมืองใหม่ใช้เวลาประมาณปีเศษจึงพบทำเลที่เหมาะสม คือบริเวณลำน้ำปาวและเห็นว่าแก่งสำโรงชายสงเปลือยมีดิน น้ำอุดมสมบูรณ์ จึงอพยพผู้คนมาตั้งบ้านเรือนและได้จัดตั้งศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
ในปี พ.ศ. 2336 ท้าวโสมพะมิตรได้ นำเครื่องบรรณาการ คือ กาน้ำสัมฤทธิ์ เข้าถวายสวามิภักดิ์ต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี และขอตั้งบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมือง ได้รับพระราชทานนามว่า "กาฬสินธุ์" และได้แต่งตั้งให้ ท้าวโสมพะมิตรเป็น "พระยาชัยสุนทร"
พ.ศ. 2437 สมัยพระยาชัยสุนทร (ท้าวเก) ได้ทรงมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาล มี มณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และให้เมืองกาฬสินธุ์ เป็น "อำเภออุทัยกาฬสินธุ์" ขึ้นกับจังหวัดร้อยเอ็ด
วันที่ 1 สิงหาคม 2456 ได้ยกฐานะอำเภออุทัยกาฬสินธุ์เป็น "จังหวัดกาฬสินธุ์" ให้มีอำนาจปกครอง อำเภออุทัยกาฬสินธุ์ อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอ กมลาไสย และอำเภอยางตลาด โดยให้ขึ้นต่อมณฑลร้อยเอ็ด

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2474 จังหวัดกาฬสินธุ์ถูกยุบเป็นอำเภอ ขึ้นกับจังหวัดมหาสารคาม และ 1 ตุลาคม 2490 ได้ยกฐานะเป็น "จังหวัดกาฬสินธุ์" จนถึงปัจจุบัน

กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน จากหลักฐานทางโบราณคดีบ่งบอกว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าละว้า ซึ่งมีความเจริญทางด้านอารยธรรมประมาณ 1,600 ปี จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เริ่มตั้งเป็นเมืองในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2336 โดยท้าวโสมพะมิตร ได้อพยพหลบภัยมาจากดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงพร้อมไพร่พล และมาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำปาว เรียกว่า “บ้านแก่งสำโรง” แล้วได้นำเครื่องบรรณาการเข้าถวายสวามิภักดิ์ต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ยกฐานะบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมือง และพระราชทานนามว่า “เมืองกาฬสินธุ์” หรือ “เมืองน้ำดำ” ซึ่งเป็นเมืองที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล “กาฬ” แปลว่า “ดำ” “สินธุ์” แปลว่า “น้ำ” กาฬสินธุ์จึงแปลว่า “น้ำดำ” ทั้งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ท้าวโสมพะมิตรเป็น “พระยาชัยสุนทร” ครองเมืองกาฬสินธุ์เป็นคนแรก

ข้อมูล ปัจจุบัน

จังหวัดกาฬสินธุ์ หนึ่งในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล โดยมีความเจริญทางด้านอารยธรรมอันเก่าแก่ กาฬสินธุ์ยังเป็นแหล่งขุดค้นซากไดโนเสาร์ที่มีชื่อเสียง มีพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์แบบและใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมายเหมาะแก่การมาเยือนเป็นอย่างยิ่ง กาฬสินธุ์อยู่ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 519 กิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 14 อำเภอ 4 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ อำเภอยางตลาด อำเภอกมลาไสย อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอสมเด็จ อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอท่าคันโท อำเภอเขาวง อำเภอห้วยเม็ก อำเภอคำม่วง อำเภอหนองกุงศรี อำเภอนามน อำเภอห้วยผึ้ง อำเภอร่องคำ กิ่งอำเภอสามชัย กิ่งอำเภอนาคู กิ่งอำเภอดอนจาน และกิ่งอำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์มีเนื้อที่ทั้งหมด 7055.07 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศตอนบนเป็นภูเขาตามแนวเทือกเขาภูพาน ตอนกลางเป็นเนินเขาสลับป่าโปร่ง
อาณาเขตบริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์ ทิศเหนือ ติดต่อจังหวัดอุดรธานี สกลนคร ทิศใต้ ติดต่อจังหวัดร้อยเอ็ด มหาสารคาม
ทิศตะวันออก ติดต่อจังหวัดร้อยเอ็ด มุกดาหาร ทิศตะวันตก ติดต่อจังหวัดมหาสารคาม ขอนแก่น และอุดรธานี

สัญลักษณ์ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์
ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด เป็นรูปบึงใหญ่
ต้นไม้ประจำจังหวัด ต้นมะหาด
ดอกไม้ประจำจังหวัด ดอกมะยอม

สถานที่ท่องเที่ยว น่าสนใจ

1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร
พิพิธภัณฑ์สิรินธร หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์ที่น่าสนใจยิ่งของเมืองไทย เนื่องในโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจริญพระชนมายุ 60 พรรษา คอลัมน์นี้จึงขอร่วมเฉลิมพระเกียรติ ด้วยการชวนไปสัมผัสกับหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระเทพฯ นั่นก็คือ "พิพิธภัณฑ์สิรินธร" หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ที่น่าสนใจยิ่งของเมืองไทย

สพิพิธภัณฑ์สิรินธร หรือ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ตั้งอยู่บริเวณวัดสักกะวัน ต.โนนบุรี อ.สหัสขันธุ์ จ.กาฬสินธุ์
ต้นกำเนิดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มาจากการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ในปี พ.ศ. 2537 โดยท่านพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ต่อมาในปลายปีเดียวกัน ทางคณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรมทรัพยากรธรณีได้เริ่มเข้าไปทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบ และพบว่าที่ภูกุ้มข้าวเป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองไทย โดยนักวิชาการได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ในสมัยดึกดำบรรพ์บริเวณภูกุ้มข้าวเป็นธารน้ำแข็งโบราณที่มีเหล่าไดโนเสาร์มาดื่มกินน้ำ แต่ว่าเกิดภัยพิบัติเฉียบพลันขึ้น ทำให้ไดโนเสาร์ล้มตายบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก
พิพิธภัณฑ์สิรินธรเป็นอาคารขนาดใหญ่ มีการออกแบบเลียนแบบชั้นหินให้กลมกลืนกับภูมิประเทศภูกุ้มข้าว ภายนอกอาคารมีการจัดทำหุ่นจำลองไดโนเสาร์หลายพันธุ์จัดแสดงไว้ได้อย่างน่าดูชม
เที่ยวกาฬสินธุ์
พิพิธภัณฑ์ สิริธร สหัสขันธ์

2. พระธาตุ ยาคู
พระธาตุยาคู นับว่าเป็นอีกหนึ่งในโบราณสถานที่พบในเขตเมืองฟ้าแดดสงยาง ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่มีการขุดค้นพบหลักฐานต่างๆ มากมาย พระธาตุยาคูเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองฟ้าแดดสงยาง ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่า เป็นพระธาตุที่บรรจุอัฐิของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่ชาวเมืองเคารพนับถือ จึงเรียกกันว่า พระธาตุยาคู (ญาคู ภาษาอีสาน หมายถึง พระสงฆ์ผู้ใหญ่ในวัด) พระธาตุยาคูนี้ชาวบ้านเชื่อกันว่า เป็นเจดีย์ที่บรรจุอัฐิของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่ชาวเมืองเคารพนับถือ จึงจัดให้มีเทศกาลบูชาพระธาตุประจำปี ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม เพื่อขอฝนและความสงบร่มเย็นแก่หมู่บ้าน
ลักษณะทั่วไป
เป็นพระธาตุเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณเมืองฟ้าแดดสงยาง ก่อด้วยอิฐดินเป็นเจดีย์ทรง ๘ เหลี่ยมย่อมุมไม้ ๑๒ มีขนาดฐานกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๐ เมตร สร้างซ้อนกันในลักษณะเป็นจตุรมุข มีบันไดทางขึ้น ๔ ทิศ ความสูงวัดจากฐานถึงยอดสูง ๘ เมตร

 

 

พระธาตุยาคู
พระธาตุ ยาคู
และเนื่องด้วยเป็นสถานที่แห่งเดียวในเมืองฟ้าแดดสงยางที่ไม่ถูกทำลายโดยเมืองเชียงโสม ซึ่งเป็นฝ่ายชนะสงคราม จึงนับเป็นโบราณสถานที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ มีหลักฐานว่าแต่ละส่วนของพระธาตุยาคู สร้างขึ้นใน 3 สมัย โดยส่วนฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม มีบันไดทางขึ้น 4 ทิศ สร้างในสมัยทวารวดี ถัดขึ้นมาเป็นส่วนฐานทรงแปดเหลี่ยม สร้างในสมัยอยุธยา ซึ่งสร้างซ้อนทับบนฐานเดิม ส่วนองค์ระฆังและส่วนยอดสร้างต่อเติมในสมัยรัตนโกสินทร์ มีข้อสังเกตตามประวัติศาสตร์ว่า เมื่อเมืองเชียงโสมชนะสงคราม ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองฟ้าแดดสงยาง แต่พระธาตุยาคูเป็นสถานที่แห่งเดียวในเมืองฟ้าแดดสงยางที่ไม่ถูกทำลายโดยเมืองเชียงโสม จึงนับเป็นโบราณสถานที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ทุกๆ ปีในเดือนพฤษภาคม ชาวบ้านจะจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ เพื่อเป็นการขอฝนและนำความร่มเย็นมาสู่หมู่บ้าน

 

3. อนุสาวรีย์พระยาไชยสุนทร
อนุสาวรีย์พระยาชัยสุนทร ตั้งอยู่หน้าที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอนุสาวรีย์หล่อด้วยสัมฤทธิ์เท่าตัวจริงยืนบนแท่นมือขวาถือกาน้ำ มีอซ้ายถือดาบอาญาสิทธิ์ ชาวกาฬสินธุ์ทุกหมู่เหล่า ได้สละทรัพย์ก่อสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิตาคุณต่อผู้ให้กำเนิดเมืองกาฬสินธุ์
อนุสาวรีย์ พระยาไชยสุนทร
พิพิธภัณฑ์ สิริธร สหัสขันธ์

 

4. เมืองฟ้าแดดสงยาง
เมืองฟ้าแดดสงยาง เป็นเมืองในยุคโบราณ สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ ประมาณ ๑,๔๐๐ ปีล่วงมาแล้ว มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น คนพื้นเมืองเรียก ฟ้าแดดสูงยาง ในบทวรรณกรรมท้องถิ่นเรียก ฟ้าแดดสงยาง เรียกตามชื่อบ้านเรียก บ้านเสมา ตามประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต เรียก โนนผึ่งแดดหรือโพนผึ่งแดด เป็นต้น เมืองฟ้าแดดสงยาง มีพื้นที่ประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ ไร่ แผนผังเมืองเป็น วงรีมี มีคันดินล้อมรอบเป็นคูเมืองสองชั้นวัดโดยรอบมีความยาวประมาณ ๕ กิโลเมตร ขนาดผังเมืองยาว ๒,๐๐๐ เมตร กว้างประมาณ ๑,๓๕๐ เมตร ส่วนประตูเมืองไม่ทราบแน่ชัดแต่สันนิษฐานว่าอยู่ตรงคูเมืองทั้ง ๔ ทิศ ภายในบริเวณเมืองเก่ามีร่องรอยโบราณสถานอยู่หลายแห่ง ร่องรอยของศาสนสถาน ๑๔ แห่ง ลักษณะของแผนผังศาสนสถานที่สร้างขึ้นตามคติในพุทธศาสนา เป็นศิลปกรรมแบบทวารวดี พระธาตุยาคู ใบเสมาหินทรายสีแดง ที่มีทั้งเป็นแท่งหินกลม เหลี่ยมและแผ่นศิลา ทั้งแบบแผ่นหินทรายเกลี้ยง แผ่นหินทรายสลักลวดลาย และมีจารึกตัวอักษรโบราณ ที่พบส่วนใหญ่ไม่มีลวดลาย ส่วนแผ่นที่มีลวดลายมักเป็นเสมารูปกลีบบัว จำหลักเป็นลายสถูปแบบทวารวดี ภาพสำคัญคือภาพจำหลักเรื่องราวพุทธประวัติ และมหานิบาติชาดกที่งดงามมาก ทำให้ทราบถึงคติความเชื่อความนิยม รวมถึงการแต่งกายและสถาปัตยกรรมเครื่องไม้ในสมัยนั้น เมืองฟ้าแดดสงยางจึงนับเป็นแหล่งเสมาหินใหญ่และสำคัญที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย

ซึ่งใบเสมาในจำนวนนี้กว่า ๑๓๐ แผ่น ที่กรมศิลปากรขึ้น ทะเบียนไว้ ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ดินเผา เป็นงานอิทธิพลสกุลช่างฝีมือคุปตะ รุ่นหลัง อายุราว ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ปี ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา กล้องยาสูบดินเผาลวดลายอมราวดีก้านขดเป็นรูปตัวมังกร อายุ ๗,๐๐๐ ปี
และที่น่าสนใจคือ กล้องยาสูบชนิดเดียวกันแต่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ อายุ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ปี เป็นเครื่องยืนยันว่ายุคโลหะของสุวรรณภูมิได้เริ่มขึ้นในบริเวณนี้ก่อนทุกๆ ที่ในโลก นอกจากนี้ยังพบโครงกระดูกมนุษย์ปะปนอยู่ในหลุมขุดภายในบริเวณเมืองโบราณนี้ด้วย

5. เขื่อนลำปาว
เขื่อนลำปาว เป็นเขื่อนซึ่งสร้างปิดกั้นลำน้ำปาว และห้วยยาง มีบริเวณเขตติดต่อระหว่างตำบลลำปาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี และตำบลเว่อ อำเภอยางตลาด เขื่อนลำปาวเป็นเขื่อนดินสูงจากท้องน้ำ ๓๓ เมตร สันเขื่อนยาว ๗.๘ เมตร กว้าง ๘ เมตร


เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ เพื่อปิดกั้นลำน้ำปาวและห้วยยางที่บ้านหนองสองห้อง ตำบลลำปาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำแฝดทางด้านเหนือเขื่อน จึงได้ขุดร่องเชื่อมระหว่างอ่างทั้งสอง เก็บน้ำได้ ๑,๔๓๐ ล้านลูกบาศก์เมตร สร้างขึ้นเพื่อบรรเทาอุทกภัยและเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้แก่ หาดดอกเกด

 

เขื่อนลำปาว
เขื่อน ลำปาว
6. น้ำตกผานางคอย
เป็นน้ำตกขนาดใหญ่บนภูเขา เส้นทางขึ้นเขาช่วงก่อนถึงตัวน้ำตกเป็นทางสูงชันและโขดหิน ในฤดูฝนต้องจอดรถที่ลานจอดรถด้านล่าง แล้วเดินขึ้นไปอีกราว 150 ม.

น้ำตกผานางคอย
น้ำตกผานางคอย
- เดือน ก.พ.-พ.ค. มีน้ำน้อยหรืออาจไม่มีเลย
เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ เป็นหน้าผาสูงไหลมาจากเทือกเขาภูพาน แบ่งออกเป็นชั้นๆ มีความสวยงามมาก สภาพป่าโดยรอบเขียวขจีอุดมสมบูรณ์ ลักษณะเด่นคือ จะมีน้ำไหลตลอดปีแม้ในฤดูแล้ง แถมยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ ถูกค้นพบประมาณปลายปี พ.ศ.2535 อีกด้วย น้ำตกผานางคอยนั้นบนยอดผาเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ ผาเจริญธรรม ทางขึ้นมีบันไดหลายร้อยขั้น เพื่อนำมาใช้วัดใจกันกับนักท่องเที่ยวที่บุกบั่น และกำลังอยากที่จะต้องการเข้าไปเชยชมทัศนียภาพที่สวยงามของธรรมชาติ ให้นักท่องเที่ยวได้ออกกำลังกายเรียกเหงื่อน้อยๆ
7. น้ำตกตาดทอง
น้ำตกตาดทอง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพาน ในเขตอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร เป็นน้ำตกขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มีจุดเด่นคือ เต็มไปด้วยโขดหินสลับซับซ้อนดูสวยงามมาก


น้ำตกตาดทองมีแอ่งน้ำให้ลงเล่นได้เป็นช่วงๆ ทั้งด้านบนและด้านล่างของน้ำตก ซึ่งเมื่อประกอบกับบรรยากาศของป่าอันอุดมสมบูรณ์ เขียวขจีไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่แล้ว ทำให้น้ำตกแห่งนี้มีผู้คนเดินทางมาเล่นน้ำคลายร้อนอยู่เสมอ ในขณะที่การพักผ่อนหย่อนใจในรูปแบบอื่นๆ อย่างการนั่งรับประทานอาหารกันในครอบครัว หรือการทำกิจกรรมนันทนาการเล็กๆ ในหมู่เพื่อนฝูงบริเวณริมธาร ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน

น้ำตกตาดทอง
น้ำตกตาดทอง
8. ผาเสวย
อยู่บนเทือกเขาภูพาน เขตบ้านแก้งกะอาม ตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ ห่างจากที่ว่าการอำเภอสมเด็จ 17 กม. หรืออยู่ห่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ประมาณ 58 กม. เส้นทางสายสมเด็จ-สกลนคร เดิมชาวบ้านเรียกว่า “ผารังแร้ง” เมื่อ พ.ศ. 2497 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จผ่าน และเสวยพระกระยาหารกลางวัน จึงเรียกที่ประทับนั้นว่า “ผาเสวย” ลักษณะตั้งอยู่บนเหวลึก หน้าผาสูงชันชาวบ้านเรียกว่า “เหวหำหด” บนหน้าผาเสวยสามารถชมทัศนียภาพและเป็นที่พักผ่อนได้เป็นอย่างดี
9. หมู่บ้านหัตถกรรมไทยโคกโก่ง
เมื่อปี พ.ศ.2432 ชนชาวผู้ไทบ้านคำเฮ้(โนนนำคำ) ตำบลหนองสูง อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร ได้ อพยพมา 2 ครัวเรือนจำนวน 19 คน นำโดยนายอุปชัย มาตั้งหมู่บ้านอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของบ้านโคกโก่งปัจจุบันนี้ ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านทุ่งบักเฒ่า”ต่อมาได้มีชาวเผ่ากุลาประมาณ 10 คน มาขออาศัยอยุ่ด้วย พวกกุลามีนิสัยอันธพาล


หมู่บ้านไทยโคกโก่ง
สร้างความเดือนร้อนแก่ชาวบ้านเป็นอันมากจึงพากันกลับไปอยู่ที่บ้านคำเฮ้ฮัก จนถึงปี พ.ศ.2449 พวกเขาจึงอพยพมาที่บ้านทุ่งบักเฒ่าอีก แต่สภาพที่ดินทำกินไม่เหมาะสมจึงพากันย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ใหม่ และได้ทำเรื่องขอตั้งชื่อหมู่บ้านอย่างเป็นทางการตามสภาพภูมิประเทศว่า “บ้านโคกโก่ง” มีนายเจ้าชิน เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้าน จนมาถึงปัจจุบันมีนายขวัญชัย ปัททะทุม ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านคนที่ 8 คนในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลัก คือการทำนา-ทำไร่ อาชีพรอง คือการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ การทอผ้าฝ่าย จักสาน เย็บปัก ถ้กร้อย หาของป่า และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผู้ไท

รับจัดปาร์ตี้
 
 
*****นึกถึงทัวร์หมู่คณะ นึกถึงกิจกรรมวอล์คแรลลี่ นึกถึงสัมนา นึกถึง "กู๊ดไทม์มราเวลเลอร์ จัดให็"****
 
 




ข้อมูลท่องเที่ยวภาคอีสาน

ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์
ขอนแก่น
ชัยภูมิ
นครพนม
นครรราชสีมา
บุรีรัมย์
มหาสารคาม
มุกดาหาร
ยโสธร
ร้อยเอ็ด
เลย
สกลนคร
ศรีสระเกษ
สุรินทร์
บึงกาฬ
หนองคาย
หนองบัวลำภู
อำนาจเจริญ
อุดรธานี
อุบลราชธานี